หน้าแรก
ข้อมูลปลา
ข้อมูลทั่วไป
เกี่ยวกับผู้จัดทำ
ติดต่อเรา
  
คำค้น :
ลักษณะเกล็ด : 
นิสัย : 
อาหาร : 
ลักษณะพื้นที่หากินหลัก : 
ลักษณะการสืบพันธุ์ : 
สถานภาพ : 
ลุ่มแม่น้ำ :   
พื้นที่ลุ่มแม่น้ำสาละวิน พื้นที่ลุ่มแม่น้ำโขง
พื้นที่ลุ่มแม่น้ำทางใต้ พื้นที่ลุ่มแม่น้ำทางตะวันออก
พื้นที่ลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา พื้นที่ลุ่มแม่น้ำแม่กลอง

การผสมเทียมพันธุ์ปลาน้ำจืดที่มีคุณค่าทางเศรษฐกิจ

การผสมเทียมพันธุ์ปลาน้ำจืดที่มีคุณค่าทางเศรษฐกิจ

คนไทยนิยมรับประทานปลาเป็นอาหารหลักรองจากข้าวมาเป็นเวลาช้านาน ด้วยเหตุนี้การเลี้ยงปลาจึงเป็นอาชีพเก่าแก่ควบคู่กับการทำนาและได้มีการพัฒนาเทคนิคการเลี้ยงปลามาโดยตลอด   องค์ประกอบที่สำคัญมากประการหนึ่งที่จะทำให้ธุรกิจการเลี้ยงปลาประสบความสำเร็จและพอเพียงต่อการบริโภคของประชาชนก็คือ  จะต้องสามารถหาลูกปลามาเลี้ยงได้ตลอดปี ซึ่งอาจได้มาจากการรวบรวมลูกปลาที่มีอยู่ตามแหล่งน้ำธรรมชาติ อย่างไรก็ตามมีปลาหลายชนิดเมื่อนำมาเลี้ยง
แล้วไม่สามารถที่จะเพาะพันธุ์ได้ ถึงแม้ว่าจะมีการพัฒนาถึงขั้นสุดท้ายแต่ปลาก็ยังไม่ยอมวางไข่ เช่น ปลาสวาย เป็นต้น ดังนั้นจึงจำเป็นต้องพยายามหาวิธีที่จะทำให้ปลาวางไข่ การฉีดฮอร์โมนจากต่อมใต้สมองของปลาเข้าไปในตัวปลาเป็นวิธีที่นิยมกันมากในปัจุบันในการที่จะกระตุ้นให้ปลาพร้อมที่จะวางไข่ จากนั้นจึง
รีดไข่และน้ำเชื้อมาผสมกันในภาชนะ กรรมวิธีการผสมพันธุ์ปลาดังกล่าว เรียกว่า การผสมเทียมการผสมเทียมในประเทศไทยได้ริเริ่มเมื่อปี พ.ศ.2494 โดยการ
ทดลองผสมเทียมปลาสวาย และได้ประสบความสำเร็จอย่างจริงจังเมื่อปี 2509 หลังจากนั้นได้มีการทดลองผสมเทียมปลาชนิดต่างๆมาโดยตลอดวัตถุประสงค์ของเอกสารฉบับนี้ก็เพื่อที่จะให้ผู้ที่สนใจการเพาะปลาได้เข้าใจถึงหลักการเบื้องต้นในการผสมเทียมปลา ตลอดจนเรียนรู้วิธีผสมเทียมปลาน้ำจืดที่มีคุณค่าทางเศรษฐกิจทั้งปลาของไทยและปลาที่นำมาจากต่างประเทศ

1. ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการผสมเทียม
     รายละเอียดและเนื้อหาในหัวข้อนี้เป็นการเสนอหลักการและปัจจัยพื้นฐานในการผสมเทียมปลาโดยทั่วๆไป มิได้เจาะจงปลาชนิดหนึ่งชนิดใดโดยเฉพาะ

     1.1 การเลี้ยงพ่อแม่พันธุ์
          พ่อแม่พันธุ์ที่ดีควรจะมีน้ำเชื้อดีและมีไข่แก่ การที่จะเลี้ยงพ่อแม่พันธุ์ให้ได้ตามวัตถุประสงค์ดังกล่าว ควรพิจารณาถึงองค์ประกอบต่างๆ เช่น ที่ตั้งของบ่อควรอยู่ในที่โล่งแจ้ง เพื่อได้รับแสงแดดเพียงพอ ขนาดบ่อต้องให้ใหญ่และลึกพอสมควร การปล่อยพ่อแม่พันธุ์ลงเลี้ยงในบ่อไม่ควรปล่อยแน่นเกินไปควรจะมีการถ่ายเทน้ำบ่อยๆ เพื่อที่จะช่วยให้ปลากินอาหารดีขึ้น และมีการพัฒนาของระบบสืบพันธุ์เร็วขึ้น ควรจะใส่ปุ๋ยเพื่อช่วยเพิ่มอาหารธรรมชาติ สำหรับอาหารสมทบที่ให้นั้น ควรจะมีคุณค่าทางอาหารที่ครบถ้วน

     1.2 การคัดเลือกพ่อแม่พันธุ์
          พ่อแม่พันธุ์ที่นำมาใช้ในการผสมเทียม ควรเป็นปลาที่มีความสมบูรณ์ทางเพศ ซึ่งเป็นปัจจัยที่มีความสำคัญมากในการผสมเทียม  เพราะการใช้ฮอร์โมน
กระตุ้นให้ปลาวางไข่นั้น จะใช้กับปลาที่มีไข่แก่ และน้ำเชื้อสมบูรณ์ การฉีดฮอร์โมนกับปลาที่ไข่ไม่แก่ และน้ำเชื้อไม่สมบูรณ์ เท่ากับเป็นการบังคับให้ปลาวาง
ไข่ ซึ่งจะได้ผลไม่ดีนัก ไข่ที่ออกมาจะมีอัตราการฟักเป็นตัวต่ำหรือไม่เป็นตัวเลย ปลาเพศเมียที่มีไข่แก่จะสังเกตได้จากส่วนท้องที่โป่งออก จนรอยซ้อนของเกล็ดแยกออกจากกัน ช่องเพศขยายตัวขึ้นและมีสีชมพูปนแดง เมื่อเอามือแตะที่บริเวณท้อง ส่วนท้องจะนิ่มและเมื่อยกเอาส่วนหัวของปลาขึ้นจะสังเกตได้ชัดว่ารังไข่เคลื่อนย้ายมาที่อวัยวะเพศ ปลาบางชนิด เช่น ปลาสวายจะสังเกตเห็นจากลักษณะภายนอกว่า ปลาเพศเมียจะมีสีขาวเงินสวย เป็นต้น ส่วนปลาเพศผู้ที่มีน้ำเชื้อ สมบูรณ์นั้น สังเกตได้จากบริเวณแก้ม และเกล็ดตามลำตัวจะสาก ปลาบางชนิดบริเวณช่องเพศจะมีติ่งยื่นออกมา สำหรับการสังเกตปลาเพศผู้และปลาเพศเมียโดยทั่วไป พอสรุปได้ดังนี้

     ข้อแตกต่างระหว่างปลาเพศผู้และปลาเพศเมีย
     เพศผู้
          - บริเวณแก้มและลำตัวจะสาก
          - ลำตัวจะเรียวยาวขนาน
          - สีสันสวยงาม เช่น ปลานิล
          - ส่วนท้องจะไม่อูมและไม่นิ่ม
          - เอามือแตะที่บริเวณท้องปลาบางชนิดน้ำเชื้อที่มีลักษณะสีขาวขุ่นจะไหลออก
          - ติ่งอวัยวะเพศจะเรียวแหลม
          - ปลาบางชนิด เช่น ปลาฉลาดจะมีอวัยวะยื่นยาวออกมา

     เพศเมีย
          - บริเวณแก้มและลำตัวลื่นไม่สาก
          - ลำตัวจะกว้าง
          - สีไม่สวยงาม
          - ส่วนท้องจะอูมและนิ่ม
          - ปกติแล้วไข่จะไหลออก
          - อวัยวะเพศจะกลมมน
          - ปลาบางชนิด เช่น ปลาฉลาดจะไม่มีอวัยวะยื่นออกมา

     1.3 ชนิดของฮอร์โมน
          ฮอร์โมนที่ใช้ในการผสมเทียมพันธุ์ปลานั้นมีอยู่ 2 อย่าง คือ ฮอร์โมนจากต่อมใต้สมองของปลา และฮอร์โมนสกัด สำหรับฮอร์โมนจากต่อมใต้สมองของปลานั้น เราได้มาจากต่อมใต้สมอง มิได้มาจากน้ำเชื้อของปลาต่อมใต้สมองของปลาที่มีฮอร์โมนนั้นจะเก็บจากปลาที่โตเต็มวัย คือปลาที่โตจนมีไข่หรือน้ำเชื้อ      ควรที่จะเก็บจากปลาที่มีความสมบูรณ์ทางเพศเต็มที่โดยเฉพาะเก็บในฤดูวางไข่   เพราะต่อมใต้สมองของปลาในฤดูวางไข่จะมีฮอร์โมนมากเต็มที่ และมี ประสิทธิภาพดีกว่าต่อมของปลาในฤดูอื่นๆชนิดของปลาที่นำมาเก็บต่อมใต้สมองซึ่งมีฮอร์โมนนั้น จากประสบการณ์ของนักวิชาการ ปรากฏว่าต่อมใต้สมองที่ได้จากปลาไน ( Cyprinus carpio ) เป็นต่อมที่ดีที่สุดสามารถนำมาฉีดเร่งใช้ได้ผลกับปลาอื่นๆที่สามารถเพาะได้ทุกชนิดแต่บางครั้งเกิดการขาดแคลน
     ปลาไนที่จะนำมาเก็บต่อม จึงได้มีการศึกษาทดลองปรากฏว่า ต่อมใต้สมองของปลาอื่นๆในฤดูว่งไข่ก็มีฮอร์โมนก็มีประสิทธิภาพดีเช่นกัน  เช่น  ปลายี่สกเทศ ( Labeo rohita )   ปลาสวาย ( Pangasius sutchi )   ปลากินหญ้า( Ctenopharynoodon idellus )   ปลาหัวโต ( Aristichthys nobilis )      ปลาเกล็ดเงิน( Hypophthalmichthys molitrix ) ดังนั้นจึงสามารถนำมาเก็บทดแทนปลาไนได้

     ลักษณะของต่อมใต้สมอง
          ต่อมใต้สมองของปลามีลักษณะเป็นเม็ดสีขาวขนาดใหญ่ เล็ก ขึ้นอยู่กับขนาดของปลา ซึ่งถ้าสังเกตให้ดีแล้วจะเห็นว่ามี 3 พูอยู่ติดกัน ซึ่งแต่ละพูมีหน้าที่ต่างกัน ประสิทธิภาพของต่อมใต้สมองของปลานั้น จะมีฮอร์โมนอยู่ 2 ชนิดคือ L.H. ( Luteinizing Hormone ) และ F.S.H. ( Follicle-stimulating hormone ) ซึ่งฮอร์โมนสองชนิดนี้จะช่วยให้ไข่แก่เต็มที่และหลุดจากฝักไข่ สามารถรีดออกมาผสมกับน้ำเชื้อได้ในเรื่องของฮอร์โมนสกัดหรือที่เรียกชื่อย่อว่าH.C.G. หรือ C.G. ซึ่งมาจากคำเต็มว่า Human Chorionic Gonadotropin ซึ่งบางครั้งนำไปใช้ร่วมกับฮอร์โมนจากต่อมใต้สมองของปลาเพื่อไปช่วยกระตุ้นทำให้ไข่ปลาหลุดจากฝักไข่ซึ่งในปัจจุบันนี้ไม่นิยมใช้กันมากนัก เพราะมีราคาแพงและปลาบางชนิดใช้เฉพาะต่อมใต้สมองก็เพียงพอแล้วฮอร์โมนสกัดดังกล่าวมีหน่วยย่อเรียกว่า I.U. ( International  unit ) ซึ่งจะบรรจุอยู่ในขวดแก้วขาว และที่ข้างขวดจะเขียนปริมาณที่มีอยู่ เช่น 2,500 I.U,5,000 I.U หรือ 10,000 I.U. เป็นต้น
          ปัจจุบันนี้เนื่องจากการเก็บต่อมใต้สมองของปลาหรือการซื้อฮอร์โมนสังเคราะห์จากต่างประเทศนั้น เมื่อพิจารณาดูแล้วจะเห็นว่าเป็นการสิ้นเปลืองนักวิชาการของกรมประมงพยายามที่จะคิดค้นหากรรมวิธีต่างๆ ที่จะนำมาใช้ในการผสมเทียม เช่น หาวิธีสกัดฮอร์โมนจากปัสสาวะของหญิงมีครรภ์เป็นต้น  และได้ทดลองประสบผลสำเร็จมาแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับปลาดุกอุย จากการศึกษาพบว่า ปัสสาวะของหญิงมีครรภ์ในช่วง 3-4 เดือนแรก จะมีปริมาณสูงคือ ประมาณ 30 I.U. ต่อปัสสาวะของหญิงมีครรภ์ 1 ซีซี

     1.4 วิธีการเก็บต่อม
          นำปลาที่จะใช้เก็บต่อมมาทำการชั่งน้ำหนักและจดบันทึกไว้ ผ่าเปิดหัวกระโหลกออกแล้วใช้ปากคีบดึงส่วนของมันสมองออก ปลาบางชนิด เช่น ปลาสวาย เมื่อดึงส่วนของมันสมองออก ต่อมจะติดกับส่วนของมันสมองซึ่งอยู่ใกล้กับจุดดำ ปลาบางชนิด เช่น ปลาจีนเมื่อดึงส่วนของมันสมองออกจะเห็นต่อมใต้สมองมีลักษณะเป็นเม็ดกลมขาวเด่นชัดมาก ใช้ปากคีบค่อยๆดึงเอาต่อมออกมา พยายามอย่าให้ต่อมแตก เพราะถ้าต่อมแตกแล้วจะทำให้ต่อมไม่สมบูรณ์ซึ่งอาจจะทำให้การผสมเทียมไม่ประสบความสำเร็จ

     1.5 การใช้ต่อมใต้สมองของปลา
          การใช้ต่อมใต้สมองของปลามีสองวิธีการด้วยกันคือ การใช้ต่อมสด และการใช้ต่อมที่เก็บรักษาในน้ำยาอาซีโตนหรือแอลกอฮอล์

     1.6 การเก็บรักษาต่อมหลัก
          หลักปฏิบัติทั่วๆไปแล้วการที่จะนำปลามาเก็บต่อมสดเพื่อใช้ในการผสมเทียมแต่ละครั้งนั้นไม่สะดวกเท่าที่ควร  ดังนั้นจึงควรจะเก็บรักษาต่อมโดยการแช่ในน้ำยาอาซีโตนหรือแอลกอฮอล์ กรรมวิธีการเก็บรักษาก็คือ นำต่อมที่เก็บได้นั้นไปแช่ในน้ำยาอาซีโตนหรือแอลกอฮอล์สัก 10-15นาที แล้วจึงนำต่อมดังกล่าวไปใส่ไว้ในหลอดแก้ว ซึ่งมีน้ำยาอาซีโตนและมีกระดาษเขียนกำกับน้ำหนักและวันเดือนปีที่เก็บต่อม ทั้งนี้เพื่อสะดวกในการใช้ นำหลอดแก้วไปแช่ในขวดแก้วสีชาป้องกันแสง ซึ่งมีน้ำยาอาซีโตนหรือแอลกอฮอล์แช่อีกทีหนึ่ง กรรมวิธีการเก็บรักษาต่อมดังกล่าวสามารถเก็บได้นาน 1-2 ปี

     1.7 เทคนิคต่างๆในการเก็บต่อมใต้สมองของปลา
          เนื่องจากปลาเป็นสัตว์น้ำที่หายใจด้วยเหงือก เพื่อมิให้โลหิตไปคั่งที่ต่อมใต้สมองของปลา ซึ่งจะทำให้ต่อมที่เก็บได้ไม่ขาวสะอาด ดังนั้นก่อนที่จะทำการเปิดกระโหลกเพื่อเก็บต่อมใต้สมองของปลา ในทางปฏิบัติให้ดึงเหงือกของปลาออกเสียก่อน ให้โลหิตไปคั่งที่ต่อมใต้สมองน้อยลง

     1.8 ปริมาณของฮอร์โมนที่ใช้ในการผสมเทียม
          การใช้ฮอร์โมนมีวิธีการใช้สองวิธีด้วยกันคือ   การใช้เป็นแบบมิลลิกรัม  คือ  การนำต่อมใต้สมองมาชั่งน้ำหนัก หน่วยเป็นมิลลิกรัม แล้วนำมาใช้ฉีดเข้ากับ
     แม่ปลาที่จะผสมเทียม วิธีการดังกล่าวต้องใช้ความละเอียดมาก และยุ่งยากในการปฏิบัติการ บ้านเราไม่นิยมใช้  อีกวิธีการหนึ่งนั้น เป็นวิธีการใช้กันแพร่หลายในบ้านเราและสะดวกในการใช้ก็คือ การชั่งน้ำหนักแม่ปลาที่จะฉีดและน้ำหนักของปลาที่จะเก็บต่อม แล้วนำมาคำนวณหาจำนวนโดสเพื่อให้ง่ายต่อการคำนวณจึงขออธิบายคำว่า โดส ให้เข้าใจดังนี้คือ
                   โดส        =       น.น.ปลาที่นำมาเก็บต่อม   หาร    น.น.ของปลาที่ถูกฉีดฮอร์โมน
     สรุปง่ายๆ 1 โดสก็คือ น้ำหนักของปลาที่เก็บต่อมกับน้ำหนักของปลาที่จะฉีดฮฮร์โมนมีน้ำหนักเท่ากัน ดังนั้นถ้าต้องการฉีด 2 โดส ก็แสดงว่าน้ำหนักของปลาที่เก็บต่อมมีน้ำหนักเป็น 2 เท่าของปลาที่ฉีดฮอร์โมน
          หลักปฏิบัติจริงๆ แล้วเป็นการยากมากที่จะเก็บต่อมใต้สมองจากปลาที่มีน้ำหนักพอดีกับน้ำหนักของปลาที่จะฉีด ดังนั้นไม่จำเป็นว่าจะต้องเก็บต่อม
ใต้สมองจากปลาตัวเดียว จะจำนวนกี่ตัวก็ได้และก็อีกเช่นกันเมื่อเก็บมาแล้วน้ำหนักของปลาที่เก็บต่อมใต้สมองส่วนมากแล้วจะเกินกว่าน้ำหนักของปลาที่จะฉีดฮอร์โมน
     สมมุติว่าจะทำการฉีดปลาสวายตัวหนึ่ง ซึ่งมีน้ำหนัก 5 กิโลกรัม และต้องการจะฉีด 1 โดส คือต้องการต่อมใต้สมองจากปลาน้ำหนัก 5 กิโลกรัม แต่มีต่อมใต้สมองจากปลาซึ่งมีน้ำหนัก 10 กิโลกรัม เกินกว่าต้องการคือ 2 โดส  วิธีการปฏิบัติง่ายๆก็คือนำต่อมปลาดังกล่าวมาบด เติมน้ำกลั่นลงไป 1 ซีซีหรือน้ำประมาณ 10 หยด และเมื่อจะนำขึ้นมาใช้ก็ใช้เข็มฉีดยาดูดสารละลายขึ้นมา 0.5 ซีซีหรือ 5 หยด นำมาฉีดก็จะได้ปริมาณฮอร์โมนที่ต้องการหรือใช้วิธีการเทียบคำนวณง่ายๆดังนี้
                    ปริมาณฮอร์โมน 2 โดสละลายอยู่ในน้ำกลั่น 1 ซีซีหรือ 10 หยด
                    ปริมาณฮอร์โมนที่ต้องการ 1 โดสอยู่ในน้ำกลั่น 0.5 ซีซีหรือ 5 หยด

           เพราะฉะนั้นในการที่จะฉีด1โดส ก็ดูดสารละลายจากต่อมที่เราบดมา0.5 ซีซีหรือ 5 หยดเมื่อเราต้องการมากน้อยอย่างไรก็ให้ยึดหลักการคำนวณรูปแบบ     เดียวกัน

     1.9 อุปกรณ์และปัจจัยที่สำคัญในการฉีดผสมเทียม
     1. พ่อแม่ปลาที่มีความสมบูรณ์ทางเพศ
     2. ต่อมใต้สมองของปลา
     3. โกร่งสำหรับบดต่อมปลา
     4. เข็มฉีดยา
     5. ตาชั่งสำหรับชั่งน้ำหนักพ่อแม่ปลา
     6. ภาชนะสำหรับรองรับไข่ปลา
     7. ยาสลบ ใช้สำหรับสลบปลาก่อนทำการรีดไข่
     8. ขนไก่ สำหรับคนไข่ผสมกับน้ำเชื้อ
     9. น้ำสะอาด สำหรับล้างไข่หลังการผสมน้ำเชื้อ
     10. น้ำกลั่นหรือน้ำฝนใช้สำหรับละลายต่อมที่ได้รับการบดแล้ว

2. วิธีฉีดฮอร์โมนและช่วงเวลาของการฉีด
     ปริมาณฮอร์โมนที่ใช้ในการฉีด แตกต่างกันตามชนิดของปลา ปลาบางชนิดต้องการน้อย บางชนิดต้องการมาก บางชนิดฉีดเพียงครั้งเดียว บางชนิดฉีดสอง
ครั้งซึ่งจะได้กล่าวสรุปของปลาแต่ละชนิดต่อไป
      ก่อนที่จะทำการฉีดฮอร์โมนจะต้องชั่งน้ำหนักแม่ปลาเสียก่อน   เพื่อจะได้คำนวณโดสที่ถูกต้อง ในทางปฏิบัตินั้น
การที่จะชั่งน้ำหนักแม่ปลาแต่ละตัวทำให้เสียเวลามาก   วิธีการที่จะทำง่ายๆ ก็คือ จัดปลาที่มีน้ำหนักใกล้เคียงกันให้อยู่เป็นชุดๆ   แล้วชั่งน้ำหนักรวมจากนั้นจึงคำนวณโดส แล้วเฉลี่ยกัน เช่น ในการผสมเทียมพันธุ์ปลาตะเพียน 50 ตัว เราก็จัดแบ่งปลาที่มีน้ำหนักตัวใกล้เคียงกันออกเป็นชุดๆ สมมุติว่าแบ่งได้ 2 ชุด ชุดละ 30 และ 20 ตัว จึงทำการชั่งน้ำหนักรวมของแม่ปลาแต่ละชุด ชุดแรกน้ำหนัก 10 กิโลกรัม ชุดที่สองน้ำหนัก 5 กิโลกรัม ในการฉีดผสมเทียมปลาตะเพียนทั่ว ๆไปแล้ว ฉีด 2 โดส และฉีดครั้งเดียว
     การเตรียมการฉีดชุดแรก คือ ชุดที่มีน้ำหนัก 10 กิโลกรัม นำต่อมปลาที่เก็บจากปลาที่เราเก็บต่อมจำนวน 20 กิโลกรัม มาบดในโกร่งที่บดต่อม  และสมมุติว่าต้องการจะฉีดตัวละ 1 ซีซี จำนวนปลาที่จะฉีด 30 ตัว ดังนั้นจำนวนน้ำกลั่นที่นำไปละลายกับต่อมที่บดคือ 30 ซีซี จากนั้นจึงใช้เข็มดูดสารละลายขึ้นมาแล้วแบ่งฉีดเข้าตัวละ 1 ซีซี จนครบ 30 ตัว การฉีดชุดที่สองก็ดำเนินการเช่นกัน ซึ่งวิธีการดังกล่าวเป็นวิธีการที่ดี รวดเร็ว และประหยัดเวลา
     ปริมาณน้ำกลั่นที่จะใช้ในการฉีดเข้าตัวปลาแต่ละครั้งนั้น ขึ้นอยู่กับความพอใจ แต่ส่วนมาก แล้วจะไม่เกิน 2 ซีซี เพราะถ้ามากเกินไปจะทำให้ปลาบอบช้ำ

3. ตำแหน่งที่จะทำการฉีดฮอร์โมน

     ในการฉีดฮอร์โมนนั้นจะทำการฉีดเข้าบริเวณกล้ามเนื้อของปลา ซึ่งมีทั้งหมด 4 ตำแหน่งด้วยกันคือ
     -  ตรงบริเวณใต้ครีบหลังเหนือเส้นข้างตัว
     -  โคนครีบหู
     -  บริเวณช่องท้อง
     -  โคนครีบหาง

4. การผสมไข่กับน้ำเชื้อ
     มีอยู่ 2 วิธีด้วยกันคือ วิธีแห้ง และวิธีเปียก วิธีแห้งเป็นวิธีที่นิยมใช้กันทั่วไป เพราะให้อัตราการเพาะฟักสูง ส่วนวิธีเปียกนั้น ต้องอาศัยความรวดเร็ว  
วิธีแห้ง  ก็คือ การรีดไข่ลงในภาชนะรองรับที่แห้งสนิท และก่อนที่จะทำการรีดไข่ปลา  ควรจะเช็ดตัวปลาให้แห้งเสียก่อน เมื่อรีดไข่ปลาในภาชนะแล้วจึงรีด
น้ำเชื้อผสมปกติแล้วใช้ไม่มากนักจากนั้นจึงใช้ขนไก่คนให้น้ำเชื้อผสมกับไข่ให้ทั่วประมาณ 1-2 นาที จึงใส่น้ำสะอาดลงไปแล้วใช้ขนไก่คนอีก 1-2 นาทีจึงรินน้ำ
ล้างไข่ทิ้ง แล้วใส่น้ำใหม่ลงไปอีก จากนั้นจึงนำไปเทลงในภาชนะที่เพาะฟักไข่ปลาต่อไป
วิธีเปียก  ก็คือ การรีดไข่ลงในภาชนะที่มีน้ำอยู่แล้ว จึงรีดน้ำเชื้อลงไป เสร็จแล้วใช้ขนไก่คนผสมทันที   เพราะถ้าช้าน้ำเชื้ออาจจะผสมได้ไม่เต็มที่แล้วจึงนำไปใส่ภาชนะที่ฟักไข่ปลาต่อไป
     ในการรีดไข่ปลานั้น ปลาบางชนิดจะดิ้นแรงมากทำให้การทำงานไม่สะดวกไข่อาจจะหลุดกระจัดกระจาย หรือปลาอาจจะหลุดจากมือ ในทางปฏิบัติจะใช้ยาสลบเพื่อทำให้ปลาหยุดนิ่งทำให้ปลาเชื่องช้า ยาสลบที่นิยมใช้คือ ควินาดิน หรือ MS 222 ปริมาณการใช้อาจจะใช้ 5-10 หยดต่อน้ำ 5 ลิตร สำหรับปลาที่สลบเมื่อรีดไข่ แล้วนำไปปล่อยไว้ในบ่อประมาณ 5-10 นาทีก็จะฟื้นว่ายน้ำตามปกติ

5. วิธีฟักไข่ปลา
     ก่อนที่จะได้มีการผสมเทียมปลาควรจะได้มีการศึกษาเสียก่อนว่า ปลาที่จะทำการเพาะฟักมีไข่ปลาเป็นแบบไหน ทั้งนี้เพราะไข่ปลาปกติ ทั่วๆไปแล้ว แบ่งออกได้เป็น 3 ชนิดคือ
     -  ไข่ลอย
     -  ไข่จม
     -  ไข่ครึ่งจมครึ่งลอย
     ไข่ลอย จัดว่าเป็นไข่ที่มีไขมันมาก เมื่อปลาวางไข่ออกมาไข่จะล่องลอยอยู่บนผิวน้ำ เช่น ไข่ปลาช่อน, ไข่ปลาแรด, ไข่ปลาหมอตาล, ไข่ปลาสลิด เป็นต้น
     ไข่จม ซึ่งแยกเป็นไข่ติดและไข่ไม่ติด ไข่ของปลาประเภทนี้เมื่อวางไข่ออกมาไข่จะจมอยู่พื้นก้นบ่อ หรือติดกับรากพันธุ์ไม้น้ำ เช่น ไข่ปลาดุก, ไข่ปลาไน, ไข่ปลากราย เป็นต้น
     ไข่ครึ่งจมครึ่งลอย ไข่ประเภทนี้จะอยู่ระดับกลางน้ำ ไม่จมที่ผิวดิน หรือไม่ลอยที่ผิวน้ำ เช่น ไข่ปลาตะเพียน, ไข่ปลาจีน เป็นต้น
      ในการฟักไข่เมื่อทราบแล้วว่า ปลาที่เราจะทำการเพาะฟักมีไข่ประเภทไหนจะได้จัดการเตรียมอุปกรณ์การเพาะฟัก ให้ถูกต้องกับชนิดของไข่ต่อไป

6. การอนุบาลลูกปลา
     ลูกปลาที่ฟักออกเป็นตัวใหม่ๆ ยังไม่ต้องการอาหารธรรมชาติ ทั้งนี้เพราะยังกินอาหารจากถุงไข่แดงที่ติดอยู่กับตัวปลาประมาณ 1-2 วัน ถุงไข่แดงจึงจะยุบ จากนั้นจึงจะหาอาหารธรรมชาติ โดยอาหารสมทบที่ให้คือ ไข่แดงสุก นำมาบดให้ละเอียดแล้วให้กิน การให้ควรให้แต่น้อย แต่บ่อยครั้ง เพราะถ้าให้มากเกินไปน้ำจะเน่าเสีย ให้ประมาณ 1-2 วัน แล้วจึงเปลี่ยนเป็นพวกสัตว์เล็กๆโดยเฉพาะในการอนุบาลอยู่ประมาณ 1 สัปดาห์แล้วจึงย้ายลงบ่อดินที่ทำความสะอาดฆ่าศัตรู
ปลา  และใส่ปุ๋ยเพื่อสร้างอาหารธรรมชาติแล้ว ในทางปฏิบัติก่อนปล่อยลูกปลาลงอนุบาลควรจะตรวจดูว่า มีแมลงพวกมวนกรรเชียงอยู่มากหรือไม่ เพราะจะมากัดกินลูกปลา  เมื่อพบว่ามีมาก ก่อนปล่อย 1 วันควรจะกำจัดโดยใช้น้ำมัน เช่น น้ำมันโซล่าปริมาณ 1 แกลลอนต่อเนื้อที่น้ำ1ไร่ สาดให้ทั่วบ่อในช่วงแดดจัด  มวนกรรเชียงจะถูกทำลาย แล้วจึงนำลูกปลาไปปล่อย แล้วให้อาหารด้วย รำละเอียด เป็นอาหารสมทบ

7. ประโยชน์ของการผสมเทียม
     การผสมเทียมพันธุ์ปลามีประโยชน์มากมายกล่าวคือ
     -  ได้ลูกปลาชนิดเดียวกัน
     -  ในแง่ของการปรับปรุงพันธุกรรมสามารถทำการปรับปรุงพันธุกรรมได้ง่าย
     -  สามารถผลิตลูกปลาได้ก่อนฤดูกาล
     -  ประหยัดเวลาและค่าใช้จ่าย
     -  ได้ปริมาณพันธุ์ปลาเพียงพอกับความต้องการของประชาชน
     -  สามารถขยายเป็นอุตสาหกรรมการเลี้ยงปลาได้

8. ข้อเสียของการผสมเทียม
     -  ต้องเป็นผู้ที่มีความรู้และมีประสบการณ์พอสมควร
     -  มีปริมาณฮอร์โมนเพียงพอ
     -  ต้องมีการจัดการที่ดี
     -  มีพ่อแม่พันธุ์ที่ดี

บทสรุป
     ปัจจัยที่สำคัญในการผสมเทียม
     1. จะต้องมีพ่อแม่พันธุ์ที่ดี ซึ่งขึ้นอยู่กับการจัดการและการเลี้ยง เช่น อัตราการปล่อยพ่อแม่ พันธุ์, อาหาร, การถ่ายเทน้ำ เป็นต้น
     2. ขึ้นอยู่กับการใช้ปริมาณความเข้มข้นของต่อมใต้สมองหรือที่เรียกว่า โดส ตลอดจนระยะเวลาของการฉีดปลาแต่ละชนิด
     3. ขึ้นอยู่กับความสมบูรณ์ของต่อมใต้สมอง และต้องมั่นใจว่าสิ่งที่เราใช้นั้นคือ ต่อมใต้สมอง
     4. ขึ้นอยู่กับการเอาใจใส่ดูแลพ่อแม่พันธุ์หลังการฉีด เช่น ต้องมีการพ่นน้ำหรือให้อากาศช่วย
     5. ขึ้นอยู่กับระบบน้ำคือ น้ำจะต้องไหลอยู่ตลอดเวลาระหว่างการฟักไข่ปลา
     6. ขึ้นอยู่กับความละเอียดอ่อนในการรีดไข่และการผสมน้ำเชื้อ
     7. ขึ้นอยู่กับอุปกรณ์การเพาะฟักที่เหมาะสมกับชนิดของไข่
     8. ขึ้นอยู่กับความละเอียดอ่อนในการจับพ่อแม่ปลา อย่าให้ปลาบอบช้ำมากนัก
     9. อุปกรณ์ในการฉีดผสมเทียม
      ปัจจัยต่างๆเหล่านี้เมื่อนำมาประกอบเข้าเพื่อพิจารณาก่อนที่จะดำเนินการผสมเทียมแล้ว อาจกล่าวได้ว่า การผสมเทียมประสบความสำเร็จแล้วประมาณ 80%

     ปัจจัยสำคัญในการอนุบาลลูกปลา
     1. จะต้องทราบว่าลูกปลาแต่ละชนิด เมื่อถุงไข่แดงยุบแล้วมีความต้องการอาหาร
     2. อาหารที่จะให้ต้องเป็นอาหารที่มีความละเอียดอ่อน เช่น ไข่แดงบดละเอียด ไรน้ำ รำละเอียด เป็นต้น
     3. การให้อาหารประเภทไข่แดงต้มบดละเอียดนั้น ต้องระลึกเสมอว่า ให้แต่น้อยแต่ให้บ่อยครั้ง เพราะถ้าให้มากจะเหลือ มีผลทำให้น้ำเน่าเสีย
     4. ในการอนุบาลในที่แคบๆ หรือเนื้อที่จำกัด เช่น ในตู้กระจกหรือถังซีเมนต์กลม จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องถ่ายเทน้ำหรือเปลี่ยนน้ำอยู่เสมอ
     5. อาหารที่ให้ต้องให้ปริมาณที่เพียงพอกับความต้องการ มิเช่นนั้นแล้วจะทำให้อัตราการรอดตายของลูกปลาต่ำ
     6. อาหารบางชนิด เช่น ไรน้ำ ก่อนให้ควรจะล้างให้สะอาดเสียก่อน
     7. การอนุบาลในบ่อดิน จะต้องมีการเตรียมบ่อโดยการทำความสะอาดบ่อ ใส่ปุ๋ยและกำจัดแมลงก่อนการปล่อย

ตารางสรุปปริมาณความเข้มข้นของต่อมใต้สมอง, ระยะเวลาการฉีด,
การรีดไข่และสีของไข่ปลาแต่ละ
ชนิด

ปริมาณความเข้มข้นของไข่
  ( เป็นโดส )
ชม.หลังจากการฉีดครั้งที่ 1 และ
ครั้งที่ 2 ครั้งที่ 3
ชม.หลังการฉีดครั้งที่ 2
เพื่อทำการรีดไข่
สีของไข่
หมายเหตุ
ฉีดครั้งที่1 ฉีดครั้งที่2
ฉีดครั้งที่3
0.5-0.7
1.5-2.0
-
6
6
สีน้ำตาลเข้ม
+50 I.U.
+150 I.U.
-
1.5-2.0
-
-
-
4
สีเทาปนเขียว
ฉีดครั้งเดียว
1.0
3.0-4.0
-
10
10
เหลืองอ่อน
1.0
2.0
-
6
6
เหลืองเข้ม
1.0
2.0
-
6
6
สีน้ำตาล
1.0
2.0
-
6
12
สีน้ำตาล
0.8-1
2.0
-
6
6
สีเทา
0.8-1
2.0
-
6
6
สีเทา
0.8-1
2.0
-
6
6
สีเทา
0.7-1.0
1.5-2.0
-
6
6
สีเทา
0.4
1.4
0.5+CG
2500 I.U.
8,12
หลังจากการรีดครั้งที่ 3
4-6 ชม.
สีเหลือง
ปลาบึกฉีดฮอร์โมน3 ครั้ง


อ้างอิงจาก หนังสือคู่มือการผสมเทียมพันธุ์ปลาน้ำจืดที่มีคุณค่าทางเศรษฐกิจ โดย มานพ ตั้งตรงไพโรจน์ และคณะ
สถาบันประมงน้ำจืดแห่งชาติ กรมประมง 2527

http://www.nicaonline.com/articles1/site/view_article.asp?idarticle=132

กลับ
  
การเลี้ยงปลาสเตอร์เจียนที่ดอยคำ - ทิศทางเกษตร
สารคดีเกษตร : สูตรอาหารเลี้ยงปลาบึก
ปลาถังน้ำหมุนเวียน สู้ภัยแล้ง..ทดแทนกระชัง
การเลี้ยงปลาเรนโบว์ เทราต์ ที่ห้วยน้ำดำ
การเพาะพันธุ์ปลาซิวข้าวสารชวา
การเพาะและการอนุบาลปลาจีด
อาหารปลาเพื่อการพึ่งพาตนเอง
การเปรียบเทียบอัตราการเจริญลูกปลาตะเพียน
แนวทางวิธีการเพาะเลี้ยงไรน้ำจืด เพื่อเป็นอาหารให้กับปลา
ปลาที่เพาะเลี้ยงง่าย ตอน ปลาสวาย
หัวข้อทั้งหมด  
                                                                Copyright © 2005 Fish.com. All rights reserved by Fish.com Team.     สำหรับ Admin  ผู้เยี่ยมชม